Tuesday, June 2, 2015

Ħ บน บาน ศาล รัก Ħ The 8th Blessing || 02.06.2015



The 08th Blessing
เธอ เขา เรา ผม




กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  ณ ดินแดนซึ่งอุดมไปด้วยเด็กน้อยวัยแข้งขาอ่อนนอนกลางวันยามเช้าตรู่
เช้าวันนี้  นอกจากจะเป็นวันเปิดเทอมของปีการศึกษาใหม่ประจำโรงเรียนอนุบาลมีชื่อแห่งหนึ่ง...
ยังเป็นวันเดียวกันกับวันที่ความสัมพันธ์แปลกประหลาดรสชาติหวานปนขมของชายหนุ่มสามคนได้ก่อตัวขึ้นโดยไม่คาดฝัน

หากมีบางอย่างคลาดเคลื่อนเลื่อนหลบไปเพียงนิดเดียว เหตุการณ์อันเป็นจุดเริ่มต้นของความเกี่ยวโยงซึ่งร้อยรัดชะตากรรมของพวกเขาเอาไว้ด้วยกันจวบจนวันสุดท้ายของชีวิตหนนี้...คงไม่เกิดขึ้น

แต่ก็นั่นแหละ...
เพราะไม่เคยมีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คนเบื้องบนกำหนดเอาไว้ได้... เรื่องทั้งหมดจึงดำเนินไปตามวิถีที่มันควรต้องเป็น




เด็กชายตรินตื่นนอนแต่เช้าด้วยความสดชื่นแจ่มใสไม่ต่างจากทุกวัน  หลังอาบน้ำแต่งตัวและกินอาหารเช้าเรียบร้อย  เด็กชายผู้มีกิริยามารยาทงดงามก็กราบลาคุณพ่อคุณแม่ และทุกๆคนในบ้านด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม  ก่อนจะขึ้นรถตู้หรูหราคันใหญ่อย่างกระฉับกระเฉงเพื่อเดินทางไปยังโรงเรียนอนุบาล...  สถานที่ๆในความรู้สึกของเขา ที่นั่น...ไม่เคยมีอะไรเปลี่ยนแปลง  กล่าวคือ... ไม่ว่าอย่างไร เขาก็จะอยู่ในโลกใบเล็กๆใบนั้น ร่วมกันกับเด็กคนอื่นๆโดยไม่ล้ำเส้นหรือก้าวก่ายกันเป็นอันขาด



แม้จะอยู่ในวัยเพียงห้าขวบ  แต่เมื่อเทียบกับเด็กคนอื่นๆในวัยไล่เลี่ยกัน เด็กชายตรินจัดเป็นเด็กตัวใหญ่เกินหน้าเกินตาเพื่อนแบบทิ้งห่าง  พัฒนาการทางร่างกายอันล้ำเลิศของตรินน้อย  มีจุดเริ่มต้นจากพันธุกรรมที่เยี่ยมยอดของพ่อและแม่...คู่สมรสผู้เป็นเจ้าของเรือนร่างสมส่วนงดงามและสูงใหญ่ด้วยกันทั้งคู่  กอปรกับตั้งแต่ช่วงเริ่มตั้งครรภ์ เด็กชายได้รับการดูแลด้านอาหารการกิน และสุขอนามัยเป็นอย่างดีด้วยความเอาใจใส่สูงสุดของนักโภชนาการ และกุมารแพทย์ประจำตัวเรื่อยมา

แม้เจ้าตัวจะยังเป็นเพียงเด็กน้อยวัยกำลังกินกำลังนอน...  แต่เมื่อขนาดร่างกายสูงใหญ่ ผนวกกับใบหน้าล้ำเกินวัยราวกับจับเอามนุษย์ลุงชีกอมาย่อส่วนลงในร่างเด็กประถม  เสริมแต่งด้วยส่วนผสมทางฐานะ บารมี และความกว้างขวางของวงศ์ตระกูล  ทำให้บุคลิกภายนอกของเด็กชายตรินช่างน่าครั่นคร้ามในสายตาเพื่อนร่วมชั้นอนุบาลสามห้องแรคคูนเหลือกำลัง กระทั่งคุณครูพี่เลี้ยงบางคนยังไม่กล้าเฉียดกรายเข้าใกล้เด็กน้อยไม่ว่าจะยามไหนๆ หากสถานการณ์ไม่เข้าตาจน


แต่ใครเลยจะรู้...
แท้จริงแล้ว  เด็กชายตริน หรือน้องเต๋อผู้น่ารักของทุกๆคนในครอบครัว ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คนนอกคาดคิด


เด็กชายตริน ได้รับการปลูกฝังเลี้ยงดูด้วยความรักความเข้าใจเต็มเปี่ยม  พ่อแม่ของเด็กชายตั้งความหวังเอาไว้ว่า เมื่อเขาเติบใหญ่...น้องเต๋อจะต้องกลายเป็นสุภาพบุรุษผู้อ่อนโยน มีน้ำใจ เคารพผู้อื่น และไม่เบียดเบียนใคร  ซึ่งนับวัน... การกระทำ และอุปนิสัยส่วนตัวของเด็กชายยิ่งสะท้อนให้คนรอบข้างเล็งเห็นถึงคุณสมบัติเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน



ทว่า... โลกเบี้ยวๆของเรา ยังคงสมดุลยภาพเอาไว้ได้อย่างน่าฉงน
เด็กชายตรินผู้เพียบพร้อมด้วยทุกสิ่ง กลับไม่ได้รับสิทธิพิเศษอันเลิศลอยเหนือจริงจนเกินพอดี 
เพราะค่านิยมของคนส่วนใหญ่  หักล้างข้อได้เปรียบทางสังคมของน้องเต๋อไปอย่างสิ้นเชิง

เด็กที่เกิดมาเพียบพร้อมในสายตาคนรักใคร่...
หากแต่เมื่อใช้สายตาผู้อื่นจ้องมอง  น้องเต๋อกลับกลายเป็นเด็กน่ากลัวตัวใหญ่ไม่น่าคบหา

เพียงเพราะรูปร่างหน้าตาถูกตีค่าสูงส่งกว่าคุณสมบัติงดงามที่ถูกเก็บซ่อนไว้ภายใน...
จึงเป็นเหตุให้น้องเต๋อเลือกใช้เวลาส่วนใหญ่ในชั้นเตรียมอนุบาล จนถึงอนุบาลสองอย่างโดดเดี่ยว  
ถึงอย่างนั้น... ความเดียวดายกลับไม่ได้ทำให้เด็กชายเสียกำลังใจจนตั้งแง่กับการไปโรงเรียนเลยสักวัน


เช้านี้...ตลอดทางจากบ้านไปยังชั้นอนุบาลสามห้องแรคคูน เด็กชายนั่งอมยิ้มพลางวาดหวังว่า หลังจากที่เติบโตขึ้นอีกปีจนได้เลื่อนชั้นเป็นพี่อ.สาม  ซึ่งนับเป็นพี่ใหญ่ที่สุดในโรงเรียน... น้องเต๋อจะถือวันนี้เป็นวันฤกษ์ดีที่จะลองเปิดใจ หาเพื่อนใหม่ให้ได้สักคน... เพื่อที่เขาจะได้สัมผัสกับคำว่าเพื่อน เป็นครั้งแรกในชีวิตอย่างเด็กๆคนอื่นๆเสียที




อีกฟากฝั่งของเมือง  ณ ช่วงเวลาเดียวกัน


พดด้วง หรือเด็กชายวิญญู กำลังตั้งตาคอยให้เด็กชายกังฟูผู้ยังคงเมาขี้ตา ค่อยๆเดินต้วมเตี้ยมออกจากบ้านมายังรถคันที่เขาและมารดากำลังโดยสารอยู่   พดด้วงไม่ปริปากบ่นแม้จะรู้สึกอ่อนเพลียด้วยต้องตื่นเช้ากว่าปกติเกือบหนึ่งชั่วโมง เนื่องด้วยระยะทางจากบ้านของตน มายังบ้านใหม่ของเพื่อนรักคนนี้...ไม่ได้ใกล้นัก   

แรกเลย...การพบกันของพดด้วงกับกังฟูอาจเกิดจากฟ้าบันดาล หรือความอิจฉาของสองดวงวิญญาณที่ถึงคราวจุติพร้อมๆกัน  จึงทำให้แม่ของเขากับม้าของฟู...ตั้งท้องลูกคนแรกในช่วงไล่เลี่ยต่างเพียงหลักสัปดาห์   จนเมื่อเวลาคล้อยหลังไปเก้าเดือน...พวกเขาทั้งสองก็ได้ลืมตามองเห็นโลกใบเดียวกันเสียแล้ว

ตั้งแต่พดด้วงจำความได้  เพื่อความสุขของเด็กชายกังฟูผู้เป็นเพื่อนรักเพียงหนึ่งเดียวในโลกของเขา...  ต่อให้พดด้วงต้องลำบากกายใจสักแค่ไหน เพียงเห็นกังฟูยิ้มได้...เด็กชายก็พร้อมจะสละความสุขของตนโดยไม่มีเงื่อนไขเสมอ 

ครั้งนี้ก็เช่นกัน...

หากไม่ใช่เพราะการขยับขยายย้ายบ้านตามหน้าที่การงานของผู้เป็นพ่อแม่  ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการย้ายโรงเรียนอนุบาลกะทันหันของเด็กชายกังฟู  แม่ของเด็กชายพดด้วงคงไม่ต้องปวดหัวกับการเปลี่ยนแปลงตารางชีวิตของบุตรชาย ให้รับกับหนึ่งชั่วโมงที่ต้องเสียไปเพราะการจราจรอันคับคั่งระหว่างทางจากบ้านไปโรงเรียนใหม่  เนื่องจากต้องบวกเวลาเผื่อการวนรถแวะยังบ้านอีกหลัง  เพื่อมารับน้องกังฟูลูกของเพื่อนสนิทตนโดยสารไปโรงเรียนพร้อมกันกับลูกชายตัวเอง ตามบัญชาที่ไม่อาจขัดได้ของน้องพดด้วงผู้เอาแต่ใจเหลือเกิน





เดิมที...
เด็กชายวิญญูไม่เคยจำแนกแจกแจง ความรู้สึกรักใคร่เอ็นดูที่เขามีให้เด็กชายกรกฏว่าเป็นความรักทำนองไหน...
เพราะทันทีที่รู้ความ  สมอง จิตใจ และร่างกายของเขาถูกสั่งให้จดจำไปแล้วว่า... เด็กผู้ชายเจ้าของชื่อกังฟูผู้ที่มักจะเดินนำหน้าอย่างกล้าหาญในเกือบทุกๆสถานการณ์คนนั้น คือคนพิเศษเพียงคนเดียวของเขา


จนเมื่อเวลาผันผ่าน...
พดด้วงจึงได้เรียนรู้ว่า ความสนิทสนมกลมเกลียวของพ่อแม่ทั้งสองฝ่ายซึ่งผูกสมัครรักใคร่กันมาตั้งแต่สมัยมหาวิทยาลัย... ไม่ใช่แรงจูงใจที่ทำให้เด็กชายพดด้วงชื่นชมเพื่อนตัวเล็กจนโงหัวไม่ขึ้น  หรือใบหน้างดงามราวกับคิวปิดตัวน้อยในภาพวาดโดยฝีมือของจิตรกรเอกชื่อก้องโลกอย่างที่ใครๆเฝ้าชื่นชมหรืออิจฉา... ก็ไม่ได้ทำให้เขาหลงใหลได้ปลื้มอีกฝ่ายจนเกินพอดี   

ทว่าความเสียสละ มีน้ำใจ กล้าหาญไม่เป็นสองรองใครของกังฟูต่างหาก... คือเพชรแท้ที่ได้รับการจาระไนจนน้ำงามจับตา พาให้พดด้วงเฝ้ามองตามอัญมณีอันเลอค่าเม็ดนี้ด้วยสายตาชื่นชมอยู่เงียบๆมาโดยตลอด


และแล้วบ่ายวันหนึ่งในอนาคตอันใกล้...
เหตุการณ์บางอย่างก็ทำให้เด็กชายพดด้วงได้เข้าใจว่า  ความรู้สึกรักใคร่ที่เขามีให้เพื่อนคนพิเศษเพียงหนึ่งเดียวในโลกคนนี้  รุนแรงมากกว่าความรักแบบที่เพื่อนควรมีให้กัน

เหตุการณ์วันนั้นคือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นถัดจากวันเปิดเทอมไปอีกไม่นาน  หลังจากคุณครูประจำชั้นอนุบาลสามห้องแรคคูนปล่อยให้เด็กๆพักผ่อน  เด็กชายพดด้วงที่นอนเงี่ยหูฟังเสียงลมหายใจของคนนอนข้างๆอยู่นาน ก็ค่อยๆลืมตาแล้วเบือนหน้ามองเด็กชายกังฟูซึ่งนอนติดกัน เพื่อดูลาดเลาก่อนจะลุกขึ้นเพื่อจะขโมยจูบอีกฝ่ายเหมือนที่เขาชอบทำเป็นประจำทุกๆวัน

แต่ภาพของเด็กชายเต๋อประกบปากเบาๆกับริมฝีปากสีชมพูสดเปื้อนน้ำลายไหลเยิ้มของกังฟู ช่างบาดใจพดด้วงยิ่งนัก...
เขาไม่เคยนึกว่า เพื่อนคนใหม่ที่พวกเขายินยอมให้ร่วมกลุ่มด้วยอย่างเต๋อ จะทำแบบนี้กับกังฟูเพื่อนรักเขาได้ลงคอ?!!


เขาไม่ใช่คนๆเดียวที่อยากทำแบบนี้กับกังฟูหรอกหรือ?
ทำไมเต๋อจะต้องอยากจูบกังฟูเพื่อแสดงความรักแบบที่คุณแม่ของเขาชอบทำเวลาอยู่กับทั้งเขา ทั้งคุณพ่อด้วย?
เขาจะไม่ยอมยกกังฟูให้ใคร... ไม่แม้กระทั่งคนที่มาทีหลังอย่างเต๋อ  ไม่มีวัน!!


เหตุการณ์บ่ายวันนั้น... 
ถือเป็นประสบการณ์ที่ทำให้เด็กชายพดด้วงวัยเพียงหกขวบ ได้รู้จักกับความรู้สึกหึงหวงอันมีสาเหตุมาจากความรักอันเกิดขอบเขตของคำว่าเพื่อนเป็นครั้งแรกในชีวิต

และทันทีที่รู้ใจตัวเอง...
เด็กชายพดด้วงก็รู้แน่ว่า ชีวิตหลังจากนี้...เขายินดีจะทำทุกอย่าง เพื่อให้ตัวเองได้ยืนเคียงข้างกังฟูไปจนกว่าอีกฝ่ายจะไม่ต้องการ...ซึ่งเขามั่นใจว่า จะไม่มีวันนั้น




ครั้นจะกล่าวถึงเด็กชายพดด้วงโดยละเว้นเด็กชายกังฟูผู้เป็นคนสำคัญยิ่งกว่าใครเอาไว้...
เห็นทีว่า จะไม่ยุติธรรมนัก


ด้วยพื้นฐานการเลี้ยงดู สายเลือด และตัวตนดั้งเดิมของเด็กทั้งสองที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
จึงไม่แปลกอะไร...หากนิสัยของเด็กชายทั้งสองช่างผิดแผก


ธรรมชาติของเด็กชายกังฟู ถูกสร้างมาเพื่อเป็นผู้นำของเหล่าเด็กชายโดยแท้ ยิ่งเมื่อกังฟูกลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายของน้องชายตัวเล็กอายุห่างกันสองปีอย่างไทเก็กหลังจากผู้เป็นน้องเริ่มเล่าเรียน กังฟูก็ยิ่งห้าวหาญชาญสมร จนใครๆต่างรู้กิตติศัพท์โดยทั่วกัน  ในขณะที่เด็กชายพดด้วง กลับมีนิสัยเรียบร้อย ว่าง่าย รักสงบ และค่อนข้างจะเป็นเด็กเงียบขรึมไม่ค่อยพูดค่อยจากับใครมากนัก นอกไปเสียจากเพื่อนรักและครอบครัว ที่มักจะได้ยินเด็กชายพดด้วงพูดจาเจื้อยแจ้วให้ฟังเป็นส่วนใหญ่


กระนั้น... ต้องไม่ลืมว่า คนเราไม่ได้มีเพียงแต่ด้านที่สวยงาม หรือแข็งแกร่ง... 
เด็กชายทั้งสองเองก็เช่นกัน


แม้เด็กชายกังฟูจะมีคุณลักษณะเยี่ยงราชสีห์  แต่ในภายหลัง... ตัวตนอันยิ่งใหญ่ของเขา กลับถูกจองจำในร่างกระต่ายตัวน้อยขนปุกปุยราวกับถูกคนบนฟ้ากลั่นแกล้ง  เมื่อความห้าวหาญของเด็กชายไม่ได้รับการเชิดชูบูชาจากใครๆอย่างที่เคยเป็นในช่วงประถมต้น  ความรู้สึกโหยหาการยอมรับนับถือจึงถูกขับออกมาในรูปของวาจาอันร้ายกาจ และการใช้กำลังอย่างขาดสติ...ทั้งที่กายวิภาคของเขาไม่เกื้อหนุนอย่างที่ใจปรารถนา  

และจุดอ่อนอีกข้อหนึ่งของกังฟูที่จะลืมเสียไม่ได้ นั่นคือ...ความหวาดกลัวต่อสิ่งที่ตามองไม่เห็น อันเป็นคุณสมบัติประจำตัวที่ทำให้เจ้าป่าผู้ผึ่งผาย กลายร่างเป็นลูกหมาหางตกได้ในพริบตา ซึ่งเมื่อกังฟูเติบโตขึ้น... ความกลัวข้อนี้ได้พัฒนากลายเป็นความงมงาย และเลื่อมใสโดยไร้ข้อกังขาต่อไสยศาสตร์ทุกแขนงไปในที่สุด



ส่วนข้อด้อยเพียงข้อเดียวที่หนักหนาเกินรับมือของเด็กชายพดด้วง เห็นจะไม่พ้น...
เพื่อนคนพิเศษผู้มีนามว่ากังฟูของเขานั่นเอง

ในบางขณะ...ความรักทำให้คนแข็งแกร่ง และก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง แต่ความรักที่พดด้วงมีให้เด็กชายผู้เปรียบเสมือนทุกสิ่ง กลับทำให้เขาทนทุกข์ทรมานกับการเก็บงำความรักนั้นไว้กับตัว...  จวบจนเมื่อเด็กชายวิญญูสิ้นหวังทางอย่างที่สุด เขาจึงตัดสินใจวางเดิมพันด้วยการเปลี่ยนตัวเองเป็นอีกคน เพื่อแลกกับหนทางที่จะนำตนไปสู่ความสมหวังในรักตามที่ฝันเอาไว้




ทันทีที่เด็กชายกังฟูปีนขึ้นมานั่งตรงเบาะข้างๆกัน รถยนต์คันหรูก็ค่อยๆเคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนอนุบาลใหม่ของเด็กชายทั้งสองด้วยความนุ่มนวลทันที  พดด้วงจ้องมองใบหน้าหวานละมุนของเพื่อนสนิทที่หลับคอพับคออ่อนหย่อนเม็ดน้ำเชื่อมใสๆจากปากลงเบาะด้วยความรักใคร่ พลางหวังให้วันนี้เป็นอีกวันที่เขาทั้งสองคนจะได้อยู่เคียงข้างกันอย่างมีความสุข





วันแรกของการไปโรงเรียนใหม่ เด็กชายพดด้วงเดินนำหน้าเพื่อนสนิทเข้าไปในห้องแรคคูนตามที่คุณครูบอก  เขากอดและจูบลามารดาก่อนจะเข้าไปจับจองโต๊ะเรียนสองตัวริมหน้าต่าง เพราะรู้ว่ากังฟูชอบจ้องมองท้องฟ้าระหว่างเวลาอยู่ในชั้นเรียน แต่ในเมื่อพวกเขาเป็นผู้มาใหม่ พวกเขาจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงการ ทับที่ของขาประจำไปได้

เมื่อขาประจำทำความเคารพคุณครูที่หน้าโรงเรียนด้วยรอยยิ้มสว่างไสวจากใจจริงเป็นที่เรียบร้อย เด็กชายตรินก็ผละจากคุณครูที่กำลังประหวั่นพรั่นพรึงกับรอยยิ้มพิฆาตของเขา  ออกเดินตามหลังพี่เลี้ยงอย่างนอบน้อมเข้าสู่ห้องเรียน สู่ชั้นเรียนใหม่...  เทอมนี้  เขาตั้งใจจะครอบครองเก้าอี้และโต๊ะเรียนในตำแหน่งเดิม ดังที่เคยนั่งเป็นประจำตลอดสองปีที่ผ่านมา

แต่ความไม่แน่นอนกลับเป็นฝ่ายชนะ และอยู่เหนือทุกสิ่ง...

เพราะข้างๆโต๊ะเรียนตัวที่เขานั่งประจำ กลับปรากฏร่างเล็กกว่าเกณฑ์ของเด็กผมสั้นหน้าตาน่ารักจัดคนหนึ่งซึ่งกำลังนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง  ส่วนตรงที่นั่งประจำของเขา กลับมีเด็กผู้ชายหน้าตาหล่อเหลาเอาการกำลังนั่งจ้องมองเด็กตัวเล็กผิวขาวราวน้ำนมคนข้างๆด้วยสายตารักใคร่ปิดไม่มิด  

เจ้าถิ่นรู้ในทันทีว่า...สองคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น คือผู้มาใหม่ซึ่งไม่มีใครเคยเห็นหน้าค่าตามาก่อน เด็กชายตรินยืนมองภาพความสงบสุขในมุมเล็กๆซึ่งเคยเป็นมุมของเขาอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเดินเข้าไปแล้วกล่าวกับเด็กอีกสองคนด้วยความแน่วแน่...สองคนนี้นี่แหละ ที่เขาจะลองทำความรู้จักในฐานะเพื่อน


“นี่นาย... นายนั่งที่ของเรา” เด็กชายตรินเอ่ยกับเด็กชายหน้าหยก จนอีกฝ่ายละสายตาจากเพื่อนตัวน้อยเพื่อจะหันมาคุยกับเขาด้วยสีหน้าเหลอหลา

“อ้าวเหรอ?! เราขอโทษ เราไม่รู้ว่าที่ตรงนี้เป็นของใคร” พดด้วงคว้าทั้งกระเป๋าตัวเอง และกระเป๋าของกังฟูแล้วทำท่าจะย้ายไปนั่งที่โต๊ะตัวอื่น แต่ก่อนที่คนตัวเล็กหน้าหวานจะโดนกวนให้ลุกตามนั้น น้องเต๋อก็เอ่ยห้ามตามนิสัยเอื้ออารีของตน

“ไม่ต้องลุกหรอก เราแค่อยากบอกนายเอาไว้...
.
...เราไม่อยากให้นายเอาของๆใครไปโดยไม่ได้ขอเจ้าของก่อน คุณพ่อบอกว่ามันไม่ดี” เด็กชายตรินพูดด้วยรอยยิ้ม

“เราก็ไม่ชอบเอาของๆคนอื่นไปเหมือนกัน”...ดูเหมือนครั้งนี้ รอยยิ้มของน้องเต๋อจะได้รับการตอบสนองด้วยรอยยิ้มกลับมาเป็นครั้งแรก นั่นจึงทำให้เขากล้าพอที่จะเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยคำถามที่เขาไม่คิดถามใครมาก่อน ซึ่งคำถามนั้น...ทำให้คนตัวเล็กที่สุดเบนสายตามามองเขาและเด็กชายที่นั่งข้างๆอย่างสนใจเป็นครั้งแรก

“นายชื่ออะไร?”

“ชื่อด้วง...แล้วนายล่ะ?”... แม้พดด้วงจะเป็นเด็กเงียบๆ แต่เมื่อเด็กมาอยู่รวมๆกันหลายๆคน การวางท่าหรือดูเชิงอีกฝ่ายจึงแทบเป็นศูนย์

“เราชื่อเด็กชายตริน ชื่อเล่นชื่อเต๋อ” น้องเต๋อเอ่ยเสียงดังฟังชัดเหมือนเวลาที่คุณครูให้แนะนำตัวเองหน้าชั้น  ตากลมใสเหมือนลูกแก้วแวววาวของเด็กผู้หญิงหน้าหวานปากแดงที่นั่งข้างๆด้วง ทำให้เด็กชายอยากทำความรู้จักกับเด็กคนนั้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ “แล้วเธอล่ะ  เธอชื่ออะไร?”

“เราชื่อกรกฏ เรียกเราว่าเด็กชายกังฟูก็ได้” เด็กชายตอบด้วยน้ำเสียงฉะฉานคล้ายๆกับคนที่แนะนำตัวก่อน  ลำดับการบอกชื่อสลับจนชวนให้สับสนไม่ได้ทำให้น้องเต๋องุนงงเท่ากับคำนำหน้าชื่อที่อีกฝ่ายเลือกใช้

“อ้าว! นี่นายเป็นเด็กผู้ชายหรอกเหรอ?” เด็กชายตรินที่กำลังประหลาดใจก็โพล่งออกไปทันทีโดยไม่มีพิธีรีตรอง

“ใช่น่ะสิ ทำไม? นายคิดว่าเราเป็นตัวอะไร?” ฟูทำหน้าหงุดหงิดติดหมัด... นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้ยินคนอื่นพูดแบบนี้ทั้งต่อหน้าและลับหลัง แต่สีหน้าตื่นตกใจของเพื่อนใหม่ชื่อเต๋อทำให้เขาอดใจไม่อาละวาดจนห้องเรียนแตกไปเสียก่อน

“เปล่าๆ เราแค่เห็นว่านายตัวเล็กเหมือนเด็กผู้หญิง” คงเป็นโชคของเต๋อที่ไม่ได้เจาะจงถึงหน้าตาของอีกฝ่าย  เพราะสิ่งที่แตะไม่ได้หนักกว่าขนาดร่างกายกะทัดรัด คือใบหน้าหวานๆจนใครๆเอาแต่ทักว่าเป็นเด็กผู้หญิงนี่แหละ  

“ทีนายตัวใหญ่ เรายังไม่สงสัยเลยว่านายเป็นเด็กจริงๆหรือเปล่าเลย” เด็กชายตัวเล็กตอบเพื่อนใหม่ทันควันเหมือนกัน

“จริงด้วยเนอะ ฮะ ฮะ ฮะ” เต๋อยอมรับกับคำพูดตรงๆของเด็กชายตัวเล็ก... ความรู้สึกของการมีเพื่อนคือแบบนี้เองสินะ เสียงหัวเราะคล้ายเสียงคำรามก้องของเด็กชายตรินทำให้เด็กชายอีกสองคนที่เหลือต่างร่วมหัวเราะยาวนานไปพร้อมๆกัน

ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า


หลังจากเสียงหัวเราะแรก... มิตรภาพระหว่างพวกเขาก็ค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ
วินาทีที่พวกเขายินยอมเปิดใจยอมรับซึ่งกันและกันเป็นเพื่อน... คือวินาทีที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล


Ħ------------------------------------------------------------------------------------Ħ



เมื่อเหลียวมองไปรอบๆห้องสีสดใส ผมก็เจอเด็กๆในชุดอนุบาลนั่งหน้าสลอนเต็มไปหมด
ก้มดูตัวเองก็พบว่า ผมเองก็ใส่เสื้อผ้าแบบเดียวกับไอ้เด็กน้อยพวกนั้น ต่างกันที่ขนาดเสื้อผมที่ออกจะตัวใหญ่เกินไป...
สงสัยม๊าจะซื้อเผื่อโต

ฝั่งขวามือของผม คือไอ้ด้วงเพื่อนรัก...
ด้วงกำลังนั่งก้มหน้าก้มตาทำอะไรบางอย่างแบบไม่สนใจโลก
แต่เอ๊ะ! ดูๆไป...ทำไมไอ้ด้วงมันถึงดูเด็กได้ขนาดนี้วะ?!  
.
.
พอคิดว่าจะหาคำตอบให้หายสงสัย ผมก็ดันรู้สึกเจ็บเยี่ยวขึ้นมาเสียก่อน
แน่ล่ะ...ถ้าผมกับด้วงย้อนวัยกลับไปอยู่ในโรงเรียนอนุบาล แถมยังได้กลายเป็นเด็กอีกครั้งตามที่เข้าใจ
ก็แปลว่า...ห้องน้ำของที่นี่จะต้องน่ากลัวสัดหมาไม่น่าเยี่ยว  เพราะฉะนั้น ถ้าหวังจะให้ผมห้าวลุกไปเข้าห้องน้ำคนเดียวน่ะเหรอ?... เฮอะ! ฝันไปเถอะ!!


“ด้วง ไปห้องน้ำเป็นเพื่อนเราหน่อยสิ... เรากลัวผีห้องน้ำอ่ะ” ผมอ้อนไอ้เด็กหน้านิ่งที่โตขึ้นมันจะแต่งหญิงเป็นงานอดิเรก  แต่เพื่อนรักกลับปรายตามองด้วยสีหน้ารำคาญนิดๆก่อนจะใส่อารมณ์กับเมกะโปรเจคของมันต่อไป

“ไม่เอา เรายังระบายสีแอปเปิลไม่เสร็จเลย เดี๋ยวคุณครูดุเอา”


...ปั้ดโธ้ กูล่ะอยากจะด่า!
...มึงจะอะไรนักหนากับไอ้แอปเปิลกะแป๋งหมานั่นวะไอ้ด้วง?
...ลำกล้องปืนฉีดน้ำกูนี่...วาระแห่งชาติ มึงไม่รู้หรือไง?!!
จังหวะที่ผมกำลังจะด่าไอ้ด้วงค่าที่มันไม่เห็นความสำคัญของพญากังฟู เสียงหนักๆของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้น


“เราไปเป็นเพื่อนนายก็ได้นะกังฟู เราทำงานของคุณครูเสร็จแล้ว” เต๋อเพื่อนใหม่ตัวใหญ่ที่เพิ่งคบหากันหลังเปิดเทอมเมื่ออาทิตย์ที่แล้วพูดด้วยรอยยิ้มกระมิดกระเมี้ยน ดูเหมือนว่าแค่อาสาตัวไปห้องน้ำเป็นเพื่อนผมจะยังไม่สาแก่ใจเต๋อ เพราะมันยังมีหน้ายื่นมือส่งมาให้ผมอีกด้วยแน่ะ...เชื่อมันเลย!!
.
.
.
แล้วผมจะรออะไรอยู่ล่ะ ในเมื่อมีข้าทาสบริวารโผล่มาให้จิกใช้ด้วยความเต็มใจแบบนี้...

“ขอบใจนะเต๋อ” ผมยื่นมือส่งไปให้ แล้วก็ปล่อยให้มันจูงเดินออกไปห้องน้ำเสียเลย สบายดี... กะว่าคราวหน้าถ้ามันเสนอตัวอีก ผมจะกระโดดขี่หลังให้มันพาผมไปห้องน้ำให้รู้แล้วรู้รอด... ตัวใหญ่อย่างกับหมี รับรองถ้าได้ขี่ ผมต้องเปรมปรีดิ์ไปทั้งชาติแน่ๆเลย หึ หึ

“ไม่เป็นไร” เพื่อนตัวใหญ่ทำหน้าเขินๆกับคำขอบคุณที่ผมเอ่ยอย่างเสียไม่ได้...


ผมจำได้...ม๊าเคยบอกว่า ถ้าใครเสนอตัวเป็นข้าทาสให้เรา เราต้องหมั่นเลี้ยงมันไว้ด้วยคำพูดหวานๆ
มันจะได้กลับมาเป็นข้าทาสคอยบริการให้เราเรื่อยๆ
แล้วผมก็มั่นใจเหลือเกินว่า...ไอ้เต๋อจะต้องอยู่ภายใต้อาณัติของผมในไม่ช้านี้...
รอภูมิใจในตัวฟูได้เลยม๊า อีกหน่อยฟูจะมีหมีเป็นเบ๊แล้ว กรั่ก กรั่ก กรั่ก


“นายกลัวผีเหรอกังฟู...
.
.
...คุณพ่อเราบอกว่า เด็กผู้ชายไม่ควรกลัวผีนะรู้ไหม?”  สีหน้าโง่ๆดูซื่อๆของเต๋อทำให้ผมไม่ต่อยหน้ามันให้แหกไปเสียก่อน... แต่ผมแอบจิกเล็บบนหลังมือมันเป็นการแก้แค้นไปแล้วหนึ่งดอก ช่วยไม่ได้...มันอยากจะพูดเรื่องผีขึ้นมาตอนที่เราทั้งคู่กำลังจะเดินเข้าห้องน้ำที่น่ากลัวยิ่งกว่าบ้านผีสิงที่ดรีมเวิร์ลเองทำไมล่ะ

“ก็เรากลัวนี่ ถึงเป็นเด็กผู้ชายเราก็กลัว” ผมตอบมันไปตามความจริง   


ผมเชื่อว่า ต่อให้ดีเด่...หรือมีพลังวิเศษอย่างไร ผีแม่งก็จะเก่งกล้าสามารถเหนือความเทพของมึงอยู่วันยันค่ำ
เพราะฉะนั้น...แค่เกิดมาเป็นผู้ชาย ก็ไม่ได้หมายความว่า ยืนแกว่งกระปู๋ซ้ายขวาแล้วผีมันจะไม่กล้าทำอะไรเราเสียหน่อยนี่หว่า


“นายไม่ต้องกลัว มีเราอยู่ด้วยทั้งคน...รับรองว่าผีไม่กล้าออกมาหลอกนายหรอก เพราะถ้าผีออกมาเราจะต่อยผีให้นายเอง” เต๋อโชว์พาวจนผมอดยุยงส่งเสริมให้มันเหิมเกริมไปกันใหญ่ไม่ได้

“ต่อยแรงๆเลยนะ ผีจะได้ไม่กล้าออกมาอีก!

“ได้เลย!!” เต๋อยิ้มกว้างราวกับวีรบุรุษหยอดหอยหลอดเหรียญทองโอลิมปิกก็ไม่ปาน...


อะไรจะบ้ายอแบบนี้วะเต๋อ?
เวลาอยู่บ้านไม่ค่อยมีคนชมหรือไง?...
สู้บ้านผมก็ไม่ได้... แค่ผมเคยแอบเอาเก็กไปซ่อนในกระถางต้นไม้เปล่าหลังบ้านแล้วปิดฝาเอาไว้ระหว่างเล่นซ่อนหากับด้วง  ม๊าก็เรียกผมไปชมจนขี้ผมหูแฉะไปทั้งวันเลย
.
.
แต่คิดไปคิดมา การที่เต๋อมันกระตือรือล้นกับการสู้ผีก็ดีเหมือนกัน
เพราะพอผีออกมา ผีจะได้ยุ่งอยู่แต่กับมัน...ไม่หันมาสนใจผม



หลังจากมาถึงห้องน้ำ  เต๋อก็ยืนหันหลังให้ระหว่างรอผมปล่อยของเหลวล้างลำกล้องปืนฉีดน้ำกระบอกน้อยของตัวเอง
เมื่อลูกกระสุนสุดท้ายพุ่งทะยานออกจากท่อ ผมก็ควงปลายกระบอกปืนเบาๆก่อนจะเก็บเข้าฝัก
วินาทีที่ผมกำลังรูดซิปเก็บปืนให้เข้าที่ แม่งดันมีเงาดำก้อนใหญ่วิ่งปรู๊ดผ่านขาออกจากห้องน้ำห้องในสุดโดยที่ผมกับเต๋อไม่ทันเตรียมใจ


ด้วยความกลัวผีขึ้นสมอง ผมเลยไม่ทันมองว่าไอ้ตัวที่วิ่งเฉียดขาผมไปเมื่อกี๊...
ที่แท้เป็นแค่แมวดำตัวเขื่อง หาใช่ตัวเอกเรื่องกลิ้งหลุนๆ...หัวหมุนไปก่อนตัวภาคสี่ไม่  

พอรู้สึกตัวอีกที...กลับเป็นจังหวะที่ผมก็เผลอรูดซิปขึ้นอย่างเร็วด้วยความโล่งใจว่าปลอดภัยจากผีแน่ๆแล้ว 
จากนั้นก็มีเสียงซาวด์เอฟเฟคประกอบการรูดซิปในนาทีฉุกเฉินดังขึ้นแม้ตัวผมจะไม่ตั้งใจก็ตาม


โฮฮฮฮฮฮฮฮฮ!!!


ไม่ต้องใช้ภาพช้า ไม่ต้องอาศัยจิตสัมผัส  ไม่ต้องจัดญาณทิพย์มาตรวจสอบก็บอกได้ทันทีว่า ซิปแม่งแดกเนื้ออ่อนลำกล้องปืนของผมเข้าให้แล้ว... แถมยังแดกมูมมามเสียด้วย  


“กังฟู กังฟู...นายเป็นอะไร? ทำไมนายถึงร้องไห้ล่ะ?” เต๋อถามผมด้วยความเป็นห่วง... ผมก็ห่วงตัวเองไม่แพ้กัน เลยรีบตอบมันไปทั้งน้ำตา

ฮือออออออ จู๋เราขาดแล้ว...... โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ” ผมไม่ได้เว่อร์ แต่ด้วยความเจ็บปวดระดับนั้น ปล่อยโฮมันยังน้อยไปเสียด้วยซ้ำ

“อย่าเพิ่งร้องนะ เดี๋ยวเราดูให้เอง” เต๋อปลอบผมด้วยเสียงนุ่มนวล แล้วนั่งยองๆลงตรงหน้า ความทรมานจากการเสียเลือดเนื้อให้ไอ้ซิปเวรทำให้ผมได้แต่ยืนเป็นเบื้อเพื่อรอการช่วยเหลือจากเต๋อเท่านั้น

“อยู่นิ่งๆนะ นิดเดียว...เดี๋ยวก็ออกแล้ว” ผมไม่รู้หรอกว่าเต๋อกำลังทำอะไรอยู่ รู้สึกแต่ว่า...ตำแหน่งที่ความเจ็บปวดมันพลุ่งพล่านเมื่อครู่  หลังจากเต๋อบอกว่าจะช่วยดู...ไอ้หนูผมยิ่งส่งสัญญาณของความช่วยเหลือจากพ่อมันไปกันใหญ่

โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ เจ็บ!! เต๋อ... เราเจ็บ!!!!” คราวนี้ต่อให้เอาช้างมาฉุดผมก็ไม่หยุดแหกปาก

“อย่าร้องซี่” เสียงร้องห้ามของเต๋อฟังดูจะใจเสียไม่แพ้กัน แต่เจ้าตัวก็ยังไม่วางมือ “ออกแล้ว  ไม่เจ็บแล้ว ไม่ต้องร้องนะ” เพื่อนใหม่ผมปลอบผมอีกครั้งอย่างคนใจเย็น  น้ำตาที่ไหลอาบแก้มทำให้ผมมองบาดแผลที่น้องน้อยได้ไม่ชัดนัก แต่ดีกรีความเจ็บร้าว ที่มาพร้อมความตกใจมันหนักหนาเสียจนผมกลัวว่าจะขาดใจเสียให้ได้

“ฮืออออ เจ็บจู๋.... จู๋เราจะตายไหม?” ทันทีที่ถามออกไปแบบนั้น... เพื่อนใหม่ก็เสนอตัววินิจฉัยอาการของปืนฉีดน้ำผมจากภายนอกทันที

“ไหน ขอเราดูหน่อย....
.
...ไม่มีเลือดซักหน่อย จู๋นายไม่ตายหรอก เชื่อเราสิ”


เรื่องทั้งหมดคงจะจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งโดยที่ผมกับทาสหมีเดินจูงมือกันกลับห้องแบบกระหนุงกระหนิง
ถ้าไม่ติดที่พวกตัวร้ายทั้งหลายตบเท้าเข้าฉากมาสมทบเสียก่อน 

ขอบอกเลยว่า หากมองภาพรวมของสถานการณ์ตรงหน้าด้วยสายตาคนจิตทรามผู้มีความยับยั้งชั่งใจต่ำ...
สภาพของผมกับเต๋อในเวลานั้นก็ชวนให้คิดลึกเป็นอย่างมาก...

เด็กชายตัวโตนั่งจ๋องอยู่กับพื้น ในระหว่างที่กำลังพูดคุยอย่างใกล้ชิดกับหนอนชาเขียวตัวเดียวอันเดียวของเพื่อนอีกคนที่กำลังยืนร่ำไห้น้ำตานองหน้า กระทั่งผมเอง...ยังมั่นใจว่า หากผมเป็นคนที่เดินผ่านมาเห็น... ความคิดอุบาทว์ๆต้องเข้าครอบงำผมเต็มเหนี่ยวไม่ต่างจากไอ้เด็กเปรตที่ยืนมองพวกผมตาแป๋วอยู่ในเวลานี้เป็นแน่

แต่ผมรับรองด้วยเกียรติของไอ้กังฟูเลยว่า...
ผมไม่มีทางสร้างบาดแผลลึกในใจให้กับเพื่อนร่วมห้องที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานอย่างที่พวกมันทำกับผมไว้หรอก...
เพราะนั่นเป็นการกระทำของพวกหมาหมู่ ไม่ต่างกับเด็กชั่วคนอื่นๆที่ผมเคยเจอตอนอยู่โรงเรียนเก่า


“สองคนนั้นทำอะไรน่ะ?” ได้ตัวหัวโจกเปิดเกมเสิร์ฟด้วยลูกหน้าเน็ต จนไอ้ตัวลิ่วล้อที่ปากดีไม่แพ้กันรีบรับลูกผสมโรงทันที

“เฮ้ย!! ไอ้กังฟูมันเอาจู๋ให้เต๋อดูว่ะ”

กังฟูเอาจู๋ให้เต๋อดู กังฟูเอาจู๋ให้เต๋อดู!!” พอมีตัวเริ่ม... มันก็ย่อมจะมีตัวรับ  ไอ้พวกเด็กห่า! ออกหากินเป็นฝูงหรือไงพวกมึง?!

“พี่เราบอกว่า คนที่ชอบให้คนอื่นดูจู๋ กับคนที่ชอบดูจู๋คนอื่นเขาเรียกกันว่าตุ๊ด” ไอ้ตัวหัวโจกมันยังไม่หยุดปาก ในขณะที่ผมกับเต๋อได้แต่ยืนอึ้งเพราะไม่รู้ว่าจะต่อกรอย่างไรให้สมกับปากเน่าหนอนของพวกมันดี

กังฟูเป็นตุ๊ด กังฟูเป็นตุ๊ด... เต๋อเป็นตุ๊ด เต๋อเป็นตุ๊ด!!!


และแล้ว การล้อเลียนก็กลายเป็นไฟก็ลามทุ่ง
นี่ถ้าพวกมันตบมือเข้าจังหวะอีกหน่อย ผมว่าต้องได้เพลงเชี่ย! กีฬาเวอร์ชั่นใหม่แน่ๆ

หนอย! ไอ้เด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอน!!!  
ถ้าไม่ติดว่ากูอยู่ในร่างเด็กน้อยเหมือนพวกมึง กูคงได้เบิ๊ดกะโหลกปลูกฝังจิตสำนึกด้านดีให้คนละหลายๆทีแล้วมั้ง


“พวกนายพูดแบบนี้ไม่ได้นะ พวกเราไม่ได้เป็นตุ๊ดซะหน่อย!!” เต๋อเอาตัวเข้ามาบังผมเอาไว้เหมือนกับพี่ใหญ่ออกโรงปกป้องน้อง... เฮ่ย! ได้ข่าวว่านั่นน่ะหน้าที่ผม!!

“ไม่ใช่ตุ๊ดแล้วทำไมยอมให้นายดูจู๋ใกล้ๆล่ะ?... เต๋อเป็นตุ๊ด กังฟูเป็นตุ๊ด เต๋อเป็นตุ๊ด กังฟูเป็นตุ๊ด”  

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!!! อย่ามาล้อเต๋อนะ! ผมผู้อ่อนแอในเวลานั้นก็ทำดีที่สุดได้แค่นี้แหละ... แค่ออกมายืนข้างหน้าเต๋อ แล้วคุมเชิงแสดงสถานะผู้คุ้มครองอีกฝ่าย พร้อมพูดจาอธิบายด้วยอารมณ์นิดๆหน่อยๆ   ซึ่งหลังจากวันนั้น...ผมก็รู้ซึ้งว่า คำพูดไม่ศักดิ์สิทธิ์เท่ากำปั้น... พวกมันโชคดีมากที่ตอนนั้นผมติ๋มสัดๆเลยไม่ถนัดการชกต่อย

“พวกเราไม่ล้อเต๋อก็ได้...
.
.
...กังฟูเป็นตุ๊ด กังฟูเป็นตุ๊ด!!.... ไอ้ตุ๊ด ไอ้ตุ๊ด ไอ้ตุ๊ด!!!” ผมว่าพวกมันคงเลือกแล้วล่ะว่าจะแกล้งใคร...


มาตอนนี้...ผมเข้าใจพวกมันนะ
เพราะถ้าให้ผมเลือก...ผมก็เลือกไอ้เด็กตัวเล็กไม่มีทางสู้เหมือนพวกมันนั่นแหละ
แต่ตัวผมในเวลานั้น ที่ยังเชื่อว่าบนฟ้ามีเทวดาฉี่ลงมาเป็นน้ำฝน และคนที่เอาของขวัญมาให้ผมกับน้องในคืนวันคริสต์มาสคือซานตาคลอส ผมก็ยังเป็นแค่ไอ้เด็กน้อยขี้แยไม่แพ้ใครเท่านั้น


โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ  อย่ามาว่าเรานะ!!!

ไอ้ตุ๊ดขี้แย ไอ้ตุ๊ดขี้แย ไอ้ตุ๊ดขี้แย!!!


ผมบอกหรือยังว่า ตอนเด็กๆ...ผมเกลียดคำว่าตุ๊ดมากที่สุด...พอๆกับเกลียดคำโกหกปลิ้นปล้อน
เวลาได้ยินคำนี้ทีไร ผมแม่งโกรธจนทำอะไรไม่ถูกทุกที

และก็แปลกนะ...
เพราะไม่ว่าที่ไหนๆที่ผมไป ไอ้พวกเด็กผู้ชายที่ผมไม่เคยเจอหน้า ไม่เคยแม้กระทั่งไปด่าพ่อล่อแม่พวกมัน กลับเสือกขยันแปะมือกันมาล้อผมว่าเป็นตุ๊ด เป็นตุ๊ดโดยไม่ได้นัดหมาย

ครั้งแรกที่ผมโดนเรียกแบบนี้ ก็ตอนที่เรียนชั้นอนุบาลสองใหม่ๆ
สารภาพเลยว่า ตอนนั้น...ผมไม่เข้าใจความหมายหรอก... รู้แต่ว่าไม่ชอบเลย ไม่ชอบให้คนมารุมเรียกแบบนั้น
ผมร้องไห้กลับบ้านทุกวันจนม้าเปลี่ยนโรงเรียนให้หลังจากป๊าย้ายที่ตั้งโรงงานพอดี

ถึงอย่างนั้น... ผมก็เพิ่งรู้อีกอย่างว่า สิ่งที่ผมไม่ชอบมากกว่าการโดนเด็กคนอื่นเรียกว่าตุ๊ด คือ การที่มีคนออกมาปกป้องเรา จนคล้ายกับว่าเราเป็นตุ๊ดที่ปกป้องตัวเองไม่ได้จริงๆ  ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เต๋อทำให้ผม...โดยที่อีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้ายแต่อย่างใด  


“ไปเลย พวกนายไปไกลๆเลย ไม่งั้นเราต่อยพวกนายแน่!!” เต๋อถกแขนเสื้อเดินเข้าไปหาเด็กพวกนั้นที่ยังตั้งป้อมอยู่ตรงหน้าห้องน้ำไม่ไปไหน

ไอ้ตุ๊ดเป็นเมียเต๋อ ไอ้ตุ๊ดเป็นเมียเต๋อ” ...ยัง! พวกมันยังไม่สลด ส่วนผมก็ยังไม่หยุดร้องไห้เป็นวรรคเป็นเวร

“บอกให้ไปไง!! ไปเดี๋ยวนี้นะ ไม่งั้นเราจะฟ้องครู!!! เต๋อขู่โดยการยกเอาครูมาอ้าง แต่นั่นกลับทำให้พวกมันบ้าไปกันใหญ่

ไอ้ตุ๊ด ผัวไอ้ตุ๊ด ไอ้ตุ๊ด ผัวไอ้ตุ๊ด ไอ้ตุ๊ด ผัวไอ้ตุ๊ด

อย่าว่ากังฟูนะ!!” เต๋อเข้าไปคว้าคอเสื้อของไอ้ตัวหัวโจกก่อนจะต่อยปากมันไปหนึ่งที จากที่ผมดูนี่...เต๋อออกแรงน้อยมากซึ่งนั่นไม่ได้ทำให้ผมสะใจสักเท่าไร แต่ด้วยการเล่นใหญ่ของไอ้เด็กเปรตคนนั้น มันก็บีบน้ำตาราวคั้นตรงออกมาจากหัวก็อก

“แงงงงงงงง...  ผัวไอ้ตุ๊ดมันต่อยโมค๊าบ ครูค๊าบบบบ!!!” เมื่อตัวหัวหน้าร้องไห้จ้า... วงเด็กปากหมาก็แตกฮือโดยไม่ต้องให้สัญญาณ

ฮือออออออออออ” ...หึ! ว่าแต่เขาเถอะ สภากของตัวกระผม เด็กชายกังฟู...ก็ดูไม่ต่างจากไอ้ตัวเปี๊ยกตัวเมื่อกี๊สักเท่าไร

“กังฟู นายเป็นอะไรรึเปล่า?” คำถามอย่างเป็นห่วงเป็นใยของเต๋อ ยิ่งทำให้สถานการณ์ทั้งหมดดิ่งลงเหวอย่างไม่น่าเชื่อ  เพราะผมคนที่เป็นเด็กในเวลานั้นกำลังรู้สึกเหมือนโดนเต๋อเอารองเท้าตบหน้า

“อย่ามายุ่งกับเรานะ!! เพราะนายคนเดียว ทำให้เราโดนคนอื่นเรียกว่าตุ๊ด... เพราะนายคนเดียว!! นายมาดูจู๋เราทำไม?!

“เราขอโทษ เราแค่อยากช่วย” ไอ้เด็กเต๋อหน้าเสียจนเกือบเบะแข่งกับผมอยู่รอมร่อ

“เราเกลียดนาย!! เราเกลียดนาย!!! เราเกลียดนายยยยยยยยยย!!!


ผมพาลครับ หลับหูหลับตาพาลไม่ดูเหนือดูใต้อีกต่อไป
และไอ้เต๋อมันก็เสือกโชคร้าย ที่ต้องกลายเป็นผู้ร้ายของคดีส่องจู๋ในวันนั้น ทั้งๆที่มันไม่ได้มีความผิดอะไรแท้ๆ
หลังจากยัดเยียดข้อหา ตีตราความผิดอันเป็นต้นเหตุของความอายทั้งหมดให้เพื่อนใหม่ผู้ไม่รู้เรื่องอะไรได้แล้ว...
ตัวผมในร่างเด็กซึ่งนิสัยดีมีความเป็นกุลบุตรที่น่าเชิดชูสูงสุดก็เดินออกจากชีวิตของไอ้เต๋อมาดื้อๆ เสียอย่างนั้น



พอวิ่งมาได้ระยะหนึ่ง
ผมก็รู้สึกเหมือนโดนดึงข้อมือจากด้านหลัง
เมื่อก้มดูข้อมือตัวเอง ก็พบว่าผมได้กลายร่างกลับมาเป็นผู้ใหญ่อีกครั้ง ทว่าไอ้มือเล็กๆที่ฉวยแขนของผมเอาไว้นี่ แม่งเป็นของใครกันล่ะ? ไอ้เด็กเต๋อ ไอ้ตัวหัวโจก หรือไอ้ตัวไหน?!


จังหวะที่ผมพยายามสลัดมือป้อมๆของเด็กคนนั้นออก
เจ้าของเสียงเล็กๆน่ารักก็ร้องทักออกมาทันที


“พ่อฟู.. พ่อฟูไม่รักพี่พลายแล้วเหรอค๊าบ?”  


ผมก้มลงมองเจ้าของเสียงที่ตอนนี้มายืนคลอเคลียอยู่ข้างๆขา
เด็กอะไร... น่ารักชะมัดเลย!!
ตาโต แก้มป่อง ผิวขาวละเอียด อายุราวๆห้าขวบ หน้าตาและหุ่นตุ้ยนุ้ยนิดๆแม่งน่ากอดน่าฟัดฉิบเป๋ง
แต่นั่นกลับไม่สะดุดใจผมเท่ากับคำที่เด็กคนนี้ใช้เรียกผม...
.
.
...เจ้าหนูนี่เรียกผมว่า พ่อฟูอย่างนั้นเหรอ?


“หนู... หนูเป็นใครครับ? แล้วพ่อกับแม่ของหนูล่ะ... พ่อแม่หนูไปไหน?” ผมย่อตัวลงนั่งยองๆพลางละล่ำละลักถาม แล้วจึงเปลี่ยนมากุมมือป้อมของเจ้าหนูเอาไว้แทน

“หนูชื่อพี่พลายครับ หนูเป็นพ่อฟูพ่อครับ” เจ้าหนูตอบผมอย่างมั่นใจ แววตาสดใส คำพูดชัดถ้อยชัดคำ กับแก้มกลมๆนั่นมัดใจผมเสียอยู่หมัด เจ้าตัวเล็กเข้ามาออดอ้อนด้วยการกอดรอบๆอกผม

“หนูเป็นลูกพ่อเหรอครับ?” ปลายนิ้วชี้ผมวกเข้าหาตัวระหว่างที่เอ่ยปากถามย้ำอีกฝ่ายซ้ำๆ  เจ้าหนูที่ชื่อพี่พลายพยักหน้าหงึกหงักจนเส้นผมตรงหน้าผากสั่น... อะไรมันจะน่ารักได้ขนาดนี้  และเด็กนี่บอกว่าเขาคือลูกผม!!  

“ในอีกห้าปีข้างหน้า พี่พลายจะมาเกิดเป็นลูกของพ่อฟูครับ” ลูกชายผมปีนขึ้นมานั่งตักแล้วซบเข้าซอกคอผมราวกับคุ้นเคยเป็นอย่างดี ผมทั้งดีใจ ทั้งตื้นตันที่ได้มีโอกาสเจอหน้าลูกตั้งแต่ยังไม่เห็นหน้าเมีย

“จริงเหรอ? พี่พลายจะมาเป็นลูกของพ่อจริงๆเหรอครับ?” ผมถามอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ... ไม่อยากใจสลายตอนหลัง ถ้าน้องพี่พลายบอกว่าล้อเล่น

“จริงสิครับพ่อฟู” ลูกชายผมโผเข้ามาหอมแก้มผมฟอดเบ้อเร่อ... และสัมผัสอย่างใกล้ชิดนั้นเองที่ทำให้ผมรู้ได้ทันทีว่า เด็กคนนี้แหละ คือลูกของผมจริงๆ

“แล้วแม่ล่ะครับพี่พลาย? แม่อยู่ไหน?” ผมอดถามหาเมียไม่ได้... ไหนๆก็ได้เจอลูกแล้ว ผมขอโลภเจอหน้าเมียหน่อยก็แล้วกัน สัญญาเลยว่าจะจำหน้าให้ได้... จะได้ไปชวนกันมาต่อแขนต่อขาให้พี่พลายเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่คำตอบซื่อๆของพี่พลายกลับทำให้ผมงงเป็นหมาแดกแฟ๊บ

“พี่พลายไม่มีแม่ครับ พี่พลายมีแต่พ่อฟู...
.
.
...แต่พี่พลายไม่เหงาหรอกนะครับ เพราะพี่พลายยังมีคุณพ่ออีกหลายคนเลยครับ” สีหน้าภูมิใจ กับดวงตาเป็นประกายของลูกชายผมยามที่พูดถึงพ่ออีกหลายคน ทำให้ผมเสียวสันหลังวาบอย่างไรบอกไม่ถูก รู้สึกคล้ายกับว่า ตัวเองกำลังจะเสียอธิปไตยในไม่ช้าอย่างไรอย่างนั้น

“หมายความว่าไงกันลูก?”

“พ่อฟูตามพี่พลายมาสิครับ เดี๋ยวพี่พลายจะพาไปหาป๊ะป๋า กับแดดดี๊เอง”  ลูกชายผมก้าวลงจากตักแล้วจูงมือให้ผมเดินตามทางไปเรื่อยๆ จนเมื่อมาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง พี่พลายก็หันมากระซิบสั่งผมด้วยสีหน้าระแวดระวัง

“พ่อฟูรอพี่พลายอยู่ที่นี่ก่อนนะครับ เดี๋ยวป๊ะป๋ากับแดดดี๊จะไม่ประหลาดใจ”

“ครับๆ ได้ครับ” ลูกชายผมยิ้มจนตาปิดก่อนจะวิ่งหายเข้าไปในบ้าน เพียงไม่นาน...ผมก็ได้ยินเสียงพี่พลายเจื้อยแจ้วดังลอดออกจากหน้าต่างมาถึงหน้าบ้านนี่

“ป๊ะป๋า... พี่พลายพาคุณพ่อมาหาป๊ะป๋าแล้วครับ”

“คนเก่งของป๋า... พาพ่อฟูมาจนได้นะครับ อยากได้รางวัลเป็นอะไรเอ่ย?” เสียงใหญ่ๆฟังคุ้นหูของใครคนหนึ่งดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ แล้วผมก็เห็นร่างหมีๆเดินอุ้มพี่พลายออกมาหา

“เฮ่ยยยย! มึง!!!! มึงมาได้ไงเนี่ย?” ผมหลุดปากอุทานทันทีที่รู้ว่า คนที่พี่พลายเรียกว่าป๊ะป๋านั่นเป็นใคร


ไอ้ทาสหมี!!!...
ไอ้คนดีเต๋อ!!!!...
ไอ้จำเลยบริสุทธิ์ที่ผมจงเกลียดจงชังในความดีผิดที่ผิดทางของมันมาตลอดตั้งแต่ชั้นอนุบาลสาม...

มึง!! มึงส่องจู๋กู!!!
แล้วมึงก็หยามความเป็นชายของกูด้วยการออกมากางปีกปกป้อง ทั้งที่กูไม่ได้ร้องขอแม้แต่น้อย...  
การที่กูโดนคนอื่นล้อว่ากูเป็นเมียมึงนับตั้งแต่วันนั้น  คงสาแก่ใจมึงมากเลยสินะ


“ฟูครับ ไหนฟูตกลงกับเต๋อแล้วไงว่าเราจะไม่พูดคำหยาบตอนอยู่ต่อหน้าลูก” ...ขอโทษ!! กูไปตกลงกับมึงตอนไหนไอ้สัด?!! ขนาดผมด่าแม่งในใจก็แล้ว...แต่ไอ้เต๋อมันยังมีหน้ามาทำระรื่นแล้วพูดต่อได้อีก

“เอ พ่อฟูทำผิดอย่างนี้ ป๋าต้องทำโทษพ่อฟูยังไงดีครับพี่พลาย?” ไอ้สัดเต๋อได้โอกาสเอาลูกผมเป็นพวกด้วยทันที สายตาเจ้าเล่ห์กรุ้มกริ่มแบบนี้... มองทีเดียวก็รู้ว่ามันต้องการอะไร

“จูบเลย จูบเลย จูบเลย!!! ป๊ะป๋าจูบพ่อฟูแทนการลงโทษเลยครับ พี่พลายอยากเห็น” ...อ้าวนั่นแล้วลูกชายสุดที่รักของผมจะไปเข้าข้างไอ้หมีนั่นทำม้ายยยยย?!! เห็นใจพ่อฟูหน่อยสิครับลูกพี่พลายคนดีของพ่อ

“หึ หึ หึ... ได้เลยครับผม!!” ไอ้เหี้ยหมีแม่งก็หน้ามึนเหลือเกิน เพราะทันทีที่ลูกชายผมให้ท้ายมัน... มันก็เดินดุ่มๆอุ้มพี่พลายเข้ามาหาผมที่ยืนใบ้แดกนิ่งๆเป็นเสาหินที่หล่อที่สุดในโลก แบบที่ผมมักจะทำโดยไม่รู้ตัวเวลาตกใจถึงขีดสุด

อย่า!...มึงอย่าเข้ามานะเต๋อ!!!!!” ผมร้องห้ามแม่งเต็มเสียง... เหยด! ผมไม่เคยรู้สึกหวงแหนประตูหลังตัวเองมากเท่าครั้งนี้มาก่อนเลยให้ตาย!!

“ทำไมล่ะครับฟู เราก็จูบกันเป็นเรื่องปกตินี่นา... มาเร็ว เดี๋ยวพี่พลายจะเก้อเอานะครับ” อีกไม่ถึงฟุตไอ้สัดหมีเต๋อแม่งก็จะเข้ามาถึงตัวผมแล้ว... ผมควรจะทำอย่างไรดี?!!  ปากไอ้เหี้ยนี่แม่งก็ยื่นมาใกล้เสียเหลือเกิน

อย่าาาาาาาาาาาาาา!!!!! มึงอย่าเข้ามานะไอ้เต๋อ... อย่าาาาาาาา!!!!!


ผมสะดุ้งตื่นก่อนที่ริมฝีปากหยักคู่นั้นจะแตะลงบนริมฝีปากของผม...
เฮ่อ... คุณพระคุณเจ้าเมตตาลูกช้างมาก ที่ดลใจให้ลูกช้างรู้ตัวไม่ตกเป็นเบี้ยล่างทางกายให้กับไอ้หมีหื่นนั่น... กระทั่งต่อหน้าลูก มันก็ยังอุกอาจหวังจะฆาตกรรมผมให้ตายด้วยรอยจูบของมัน 


แม่ง!!! ต้องเป็นเพราะสิ่งที่เจ้าพ่อบอกผมบ่ายวันนี้แน่ๆ ที่ทำให้ผมเก็บเอาเรื่องนี้มาคิดมาก จนฝันเป็นตุเป็นตะย้อนไปถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ไม่เท่านั้น...ผมยังเพ้อเจ้อไปไกลถึงขั้นเห็นหน้าลูกชายในอนาคตเลยทีเดียว...

ถึงอย่างนั้น สัมผัสของพี่พลายในฝัน มันช่างทำให้ผมรู้สึกตื้นตันในอกอย่างไรก็ไม่รู้
หรือว่า... สิ่งที่เจ้าพ่อบอกมานั้นจะเป็นเรื่องจริงที่ผมหลีกเลี่ยงไม่ได้...
.
.
.
.
พี่พลาย...
พี่พลายทำให้พ่อฟูลังเลเสียแล้วสิ  
ถ้าอีกห้าปีพ่อฟูจะได้เจอกับพี่พลายจริงๆ... พ่อฟูก็ต้องยอมคบกับป๊ะป๋าของพี่พลายในอีกไม่นานนี้ใช่ไหมลูก?

แต่พ่อฟูจะทำได้เหรอครับพี่พลาย?
พ่อฟูจะรักป๊ะป๋าของพ่อพลายได้จริงๆหรือลูก?


Ħ------------------------------------------------------------------------Ħ


แรงสะเทือนจากการที่ร่างเล็กๆของคนนอนข้างๆซุกแนบเข้ามาใกล้แผ่นอกหนา ทำให้ด้วงรู้สึกตัวตื่นขึ้นกลางดึก
หลังจากหลับลงไปอีกครั้งอย่างง่ายๆ กังฟูก็ค่อยๆกระเถิบไปนอนขดติดกับด้วงโดยไม่รู้ตัว... เขาไม่เคยรู้ว่า ทุกครั้งที่นอนร่วมเตียงกัน เขามักจะแสดงนิสัยการนอนแบบนี้ออกมาเป็นประจำ และนั่นก็ยิ่งทำให้หัวใจของอีกฝ่ายได้รับการหล่อเลี้ยงจนพองฟูอยู่เสมอ


“ฮื่อออออ... ฟู ฟูนอนไม่หลับเหรอ?” ด้วงถามเสียงอ่อนหลังจากกดจูบเบาๆตรงหน้าผากเนียนของกังฟู จากนั้นจึงอ้าวงแขนออกเปิดรับอีกฝ่ายให้เข้าใกล้ตัวเองได้อย่างเต็มที่  คนนอนไม่รู้เรื่องแม้ไม่ตอบอะไร หากแต่บังคับเอามือด้วงไปพันรอบตัวเองเอาไว้ แล้วซุกหน้าเข้าหาอกกว้างโดยไม่ต้องให้ใครกำกับ  อาการใจเต้นตึกตักตื่นเต้นอยู่คนเดียวเหมือนเป็นบ้าทำให้ชายหนุ่มผมยาวตื่นเต็มตา แต่เขากลับดีใจได้ไม่นานเมื่อได้ยินอีกฝ่ายละเมอออกมาเบาๆ


“ไอ้เต๋อแม่ง!!!”  คนตัวเล็กปิดเสียงพึมพำด้วยการเคี้ยวน้ำลายแจ๊บๆก่อนกลับเข้าสู่โหมดหลับลึกไปในที่สุด ปล่อยให้ด้วงนอนลืมตาโพลงพลางรำพึงรำพันกับตัวเองเพียงลำพัง

“.......เต๋อเหรอ?.........
.
...ฝันถึงเต๋อด้วยเหรอ?...
...ทำไมล่ะฟู? ทำไมต้องเป็นเต๋อด้วย?... ทำไม?”


แม้ในเวลานี้ ด้วงจะได้โอบกอดคนที่ตนเองปรารถนามากที่สุดไว้แนบอก แต่ความเจ็บปวดที่ได้รู้ว่า ตนเองไม่มีสิทธิแม้กระทั่งปรากฏตัวในความฝันของอีกฝ่าย ทำให้เขา... ผู้ที่จะได้กลับมาเป็นตัวของตัวเองตามธรรมชาติอีกครั้งหลังเข้านอนกลัดกลุ้มเสียจนไม่อาจข่มตาให้หลับได้อีกต่อไป  ชายหนุ่มย้อนถามตัวเองอีกครั้ง ถึงเหตุการณ์ในอดีตที่ทำให้เต๋อกับฟูมีวันนี้



ก่อนคุณครูปล่อยกลับบ้านบ่ายวันนั้น... กังฟูออกไปเข้าห้องน้ำกับเต๋อแล้วก็หายต๋อมไปเลย  หลังจากด้วงส่งงานคุณครูที่โต๊ะ เขาก็ออกตามหาเพื่อนรักไปเสียทั่ว สุดท้ายก็พบว่า ฟูไปแอบนั่งหลบอยู่ตรงมุมสนามเด็กเล่น


“ฟู ฟูเป็นอะไร... เจอผีในห้องน้ำเหรอ?.... แล้วเต๋อล่ะ เต๋อไปไหน?” เขาถามด้วยน้ำเสียงตกใจ  ในขณะที่อีกฝ่ายปาดน้ำตาป้อย

“ฮือออออ...ไม่รู้!!!” ฟูปฏิเสธเสียงเครือ

“อ้าว?!!

“ด้วง ถ้าด้วงเป็นเพื่อนเรา ต่อจากนี้ไป...ห้ามถามถึงเต๋ออีก” ฟูยื่นคำขาดกับเขาให้ตัดเพื่อนกับเต๋อ...เพื่อนใหม่ที่ดูเหมือนจะนิสัยดีผิดกับหน้าตาดุๆ  อาการลมเพลมพัดของฟูทำให้เขาสงสัยจนต้องเอ่ยถาม

“ทำไมล่ะ? เต๋อทำอะไรฟู...ฟูบอกเราได้ไหม?”

“เราบอกแล้วไงว่าอย่าถามถึงเต๋ออีก!!!” เสียงแข็งๆของฟูไม่ได้ผลกับเขาเท่ากับตาแดงๆคู่นั้น ดวงตาที่ไม่ควรแปดเปื้อนด้วยคราบน้ำตาไม่ว่าเมื่อไรก็ตาม และด้วงก็รู้ดีว่า...เพื่อความสบายใจของฟู เขาควรจะทำตามความประสงค์ของอีกฝ่ายโดยไม่ซักถามอะไรให้มากเรื่อง

“ไม่ถามแล้ว...สัญญา...
.
...แต่ทำไมฟูถึงยังไม่หยุดร้องไห้อีกล่ะ?”

“เราเกลียดทุกคน  พวกนั้นชอบเรียกเราว่าตุ๊ด...แม่บอกว่าที่นี่ไม่มี แต่คนอื่นก็เรียกเราว่าตุ๊ดเหมือนกัน” ฟูตัวสั่น และเริ่มร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตายอีกครั้ง ท่าทางของฟูทำให้เด็กชายด้วงใจไม่ดีจนต้องประท้วงออกไปให้อีกฝ่ายตาสว่าง

“แต่เราไม่เคยเรียกฟูแบบนั้นนะ”

ไม่รู้ล่ะ เราเกลียดทุกคน โดยเฉพาะพวกเด็กผู้ชาย เราเกลียดเด็กผู้ชาย!!!” วินาทีนั้น เด็กชายพดด้วงยังไม่รู้ว่า การกระทำและสิ่งที่เด็กชายกังฟูเอ่ยสวนขึ้นทันควันนั้น เกิดจากอารมณ์น้อยเนื้อต่ำใจและอาการพาลพาโลของอีกฝ่ายแทบทั้งสิ้น สมองของเขาจึงจดจำแค่ว่า... เด็กชายกังฟูไม่ชอบเด็กผู้ชาย และไม่ชอบให้ใครเรียกเขาว่า ตุ๊ด




หากย้อนเวลาได้...
ด้วงจะขอกลับไปแก้ไขเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันแรกที่พวกเขาทั้งสามตกลงใจเป็นเพื่อนกัน  

หากวันนั้น...เขาตัดสินใจไปห้องน้ำเป็นเพื่อนฟูแต่ทีแรก
บางทีพวกเขาทั้งสาม คงไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ กลืนไม่เข้า คายไม่ออกกันไปทุกฝ่าย  
การกระทำของเขา...ไม่ควรก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อเนื่องเป็นลูกโซ่กับทั้งตัวเอง และคนอีกสองคนได้มากมายถึงเพียงนี้


เต๋อคงจะไม่ต้องใช้ชีวิตในโรงเรียนเพียงลำพังจนกลายเป็นคนขวางโลกไม่เกรงใจใครหนักถึงขั้นไม่คบเพื่อนใหม่...  ไม่มีใครเคียงข้าง  ไม่ยอมให้ใครเข้าใกล้ รวมทั้งไม่วางท่าเหมือนคนป่าเถื่อน ทั้งที่ตัวตนแท้จริงของชายหนุ่มเจ้าของนามว่าตริน...ซึ่งมองผ่านสายตาไร้อคติแล้ว   เขายืนยันได้เต็มปากว่า อดีตเพื่อนอาทิตย์เดียวของเขาผู้นี้ ค่อนข้างจะอ่อนโยนและมีความเป็นสุภาพบุรุษสูงยิ่งกว่าห้าหนุ่มแห่งวังจุฑาเทพรวมกันด้วยซ้ำ  

หากไม่ใช่เพราะเขาดึงดันที่จะระบายสีแอปเปิ้ลปัญญาอ่อนนั่น  เต๋อคงไม่ต้องอาศัยความเป็นศัตรู กับถ้อยคำดูถูกดูแคลนเพื่อปิดบังสายตาดุๆของเขา...สายตาที่คอยจับจ้องมองตามฟูอย่างชื่นชมและห่วงใยอยู่เสมอ  และเต๋อคงไม่ต้องกลายเป็นไอ้เหี้ยเต๋อผู้ที่ทำให้ฟูอารมณ์พุ่งปรี๊ดได้ตลอดกาลอย่างในทุกวันนี้แน่ๆ





ส่วนกังฟู...
ฟูคงไม่ผูกใจเจ็บกับเด็กผู้ชายแปลกหน้าทุกคน จนไม่คิดจะสานไมตรีกับใครหน้าไหนโดยสิ้นเชิง  และคงไม่ปล่อยให้ตัวเองเก็บตัวจนเป็นนายห้องไปในที่สุด   

คำพูดคะนองปากแค่คำเดียวของคนอื่นๆ คงเป็นได้แค่ลมที่ลอยมากระทบโสต หาใช่คีย์เวิร์ดที่ทำร้ายฟูให้เจ็บปวดรวดร้าว จนต้องระบายออกด้วยการไล่เตะต่อยคนที่ปรามาสตัวเขาจากรูปลักษณ์ภายนอกจนน่าสังเวชอย่างทุกวันนี้

ที่สำคัญ...เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างฟูกับเต๋อ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง...
คู่กรณีผู้กุมความลับดำมืดที่ด้วงไม่อาจล่วงรู้รายนั้นกลายเป็นไม้เบื่อไม้เมาเพียงคนเดียว ที่ทำให้ฟูกลายเป็นหมาบ้าได้ภายในชั่วพริบตา แค่ได้เห็นอีกฝ่ายอยู่ในกรอบสายตาของตัวเอง



สำหรับตัวเขา... 
ถ้าไม่ใช่เพราะฟูเกลียดเด็กผู้ชายเข้าไส้จากชนวนเหตุวันนั้น...ความเกลียดที่ถูกตอกย้ำอีกครั้ง เมื่อฟูถูกรุ่นพี่มอปลายลากเข้าห้อหวังจะทำมิดีมิร้าย จนอีกฝ่ายเกลียดและกลัวผู้ชาย และผู้ชายที่ชอบผู้ชายด้วยกันจนขึ้นสมอง...  และถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องที่ได้ยินฟูเอ่ยปากกับรุ่นน้องคนหนึ่งที่เดินเข้ามาสารภาพรักกับฟูอย่างกล้าหาญต่อนหน้าธารกำนัลมากมาย 


กูไม่ชอบผู้ชาย... และไม่มีวันที่กูจะเปลี่ยนใจ
แล้วถ้าผมยอมเป็นผู้หญิงล่ะพี่ฟู?
ถ้ามึงรักกูมากขนาดนั้น มึงก็ไปเป็นผู้หญิงให้ได้ก่อน แล้วค่อยมาว่ากันอีกที


ไม่น่าเชื่อว่าคำพูดสั้นๆแค่นั้น จะทำให้โลกนี้ได้ทำความรู้จักกับกะเทยน้องใหม่ที่ใช้ชื่อว่าด้วง ตัวตนซึ่งเขาสร้างขึ้นมาแทนที่นายพดด้วงผู้ถูกฝังเอาไว้ในความทรงจำของวันเก่าๆ  จากเด็กหนุ่มรูปหล่อเจ้าของเรือนร่างสูงใหญ่ผู้กำลังก้าวเข้าสู่วัยรุ่ในรูปลักษณ์หนุ่มน้อยมาดแมน ต้องกลายสภาพมาเป็นกะเทย เพียงเพราะหวังว่า ฟูจะยอมเปิดโอกาสให้ตัวเองบ้าง หลังจากที่เขาไม่ใช่ผู้ชายอีกต่อไป




“พ่อฟูผู้หวงตัวของพี่พลาย...
...พี่พลายอุตส่าห์มาเข้าฝันบอกข้อมูลเด็ดๆ แต่พ่อฟูกลับโกงตื่นเสียก่อน...
...พ่อฟูเลยไม่ได้รู้เลยว่าแดดดี๊เป็นใคร...
.
...จะว่าไป พ่อฟูนี่ก็น่ารักจริงๆเลยน้า ถ้าไม่ติดว่าต้องกลับไปหาพ่อฌอน จะขอมาอยู่ด้วยสักสองสามอาทิตย์เลย...
...ไหนๆก็จะไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้เจอหน้าพ่อฟูอีก ก่อนไป...ขอแกล้งพ่อฟูให้หนำใจหน่อยเถอะ”


เมื่อเห็นแววตาหมองหม่นของแดดดี๊ พี่พลายที่ยังเฝ้าดูพ่อทั้งสองของตนอยู่จึงตัดสินใจแหย่พ่อตัวเล็กของตน ให้หนักมือยิ่งขึ้นเพื่อเอาใจพ่ออีกคนทันที  เด็กวิเศษเป่ามนต์ทำให้กังฟูรู้สึกหนาวสั่นอย่างที่ไม่เคยเป็น จนเจ้าตัวเบียดเข้ากอดร่างหนาของด้วงเสียแทบไม่เหลือช่องว่างระหว่างกัน


“น่าน...นั่น แบบนั้นแหละพ่อฟู กอดแดดดี๊แน่นๆ แดดดี๊จะได้หลับสบายเสียที”

“แดดดี๊... แดดดี๊ไม่ต้องเป็นห่วงนะ อีกไม่นาน พ่อฟูก็จะยอมใจอ่อนเอง” เด็กวิเศษกระซิบปลอบเบาๆข้างๆหูพ่อในอนาคตอีกคนของตนด้วยรอยยิ้ม และเหมือนอีกฝ่ายเองก็รับรู้ได้...เพราะเพียงไม่นาน ชายหนุ่มหน้าสวยก็หลับตาพริ้มอย่างมีความสุขตามร่างเล็กในอ้อมกอดไปอีกคน


Ħ------------------------------------------------------------------------------------Ħ



ออกตัวก่อนว่า ตอนนี้อาจจะไม่เน้นฮาเท่ากับตอนอื่นๆนะคะ
แต่จำเป็นต้องเขียนเพื่อให้ทุกๆท่านได้รู้ปูมหลังฝังใจของสามหนุ่ม เต๋อ ด้วง และฟู...
หวังว่าจะตอบคำถามคาใจของใครๆได้หลายข้อทีเดียวเนอะ  ^^

นอกจากนี้ เรายังถือโอกาสแนะนำตัวละครให้ได้รู้จักหน้าค่าตากันด้วย
จะได้พอจิ้นออกเวลาใครทำอะไรกับใครเนอะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า
(ฝีมือของเรายังเป็นขั้นแรกเริ่มอยู่นะคะ อย่าถือสากันนะค้า)

ชอบไม่ชอบประการใด ติติงกันหน้าไมค์ได้เลยค่ะ
รักคนอ่านทุกท่านเหมือนเดิมค่ะ




Ħ------------------------------------ TBC ------------------------------------Ħ



No comments:

Post a Comment